
เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าไม่มีพื้นฐานเลย จะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษยังไงให้พูดได้?” หรือบางคนอาจจะเรียนมาตั้งแต่เด็กแต่พอเจอฝรั่งจริงๆ กลับพูดไม่ออก ลิ้นแข็ง หรือกลัวที่จะพูดผิด บทความนี้จะพาทุกท่านไปปลดล็อกศักยภาพทางภาษา ด้วยคู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการ เรียนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น ที่เน้นการนำไปใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่การท่องจำทฤษฎีในตำรา แต่คือการเปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่สื่อสารได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องไวยากรณ์จนเกินงามครับ
การเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ ในบทความนี้ เราได้รวบรวมเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญ วิธีการฝึกฝนด้วยตัวเอง และเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณก้าวข้ามขีดจำกัดทางภาษา พร้อมก้าวสู่โอกาสใหม่ๆ ในชีวิตและการทำงาน ไปลุยกันเลยครับ!

ทำไมต้องเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอนนี้? (Why Now?)
ในยุคดิจิทัลที่โลกเชื่อมต่อกัน ภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่เป็น “ทางรอด” จากข้อมูลสถิติของ EF English Proficiency Index ปีล่าสุด พบว่าระดับทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องพัฒนา (Very Low Proficiency) เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ซึ่งจุดนี้เองที่เป็น “โอกาสทอง” สำหรับคนที่สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้
การมีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับที่สื่อสารได้ จะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:
- อัปเกรดเงินเดือน: บริษัทข้ามชาติ (MNCs) ในไทยยินดีจ่ายเงินเดือนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 30-50% ให้กับพนักงานที่มีคะแนน TOEIC หรือทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ดี
- เข้าถึงความรู้ระดับโลก: เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตกว่า 50% เป็นภาษาอังกฤษ การเข้าใจภาษาช่วยให้คุณเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
- การท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์: เที่ยวต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องง้อทัวร์
ดังนั้น การตัดสินใจ เรียนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น ในวันนี้ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดที่คุณมอบให้กับตัวเองครับ
ปรับ Mindset: กุญแจดอกแรกสู่ความสำเร็จ
ก่อนจะไปถึงวิธีเรียน เราต้องแก้ที่ “ความคิด” ก่อนครับ อุปสรรคใหญ่ที่สุดของคนไทยไม่ใช่ “ความยาก” ของภาษา แต่คือ “ความกลัว” ครับ
1. เลิกกลัว Grammar (ไวยากรณ์)
หลายคนติดกับดักว่าต้องเป๊ะ Grammar ก่อนถึงจะกล้าพูด ความจริงคือ เจ้าของภาษาเองเวลาพูดคุยในชีวิตประจำวันก็ไม่ได้ใช้ Grammar ถูกต้อง 100% เสมอไป เป้าหมายแรกของเราคือ “การสื่อสารให้รู้เรื่อง” (Communication) ไม่ใช่ “ความสมบูรณ์แบบ” (Perfection)
2. สร้างสภาพแวดล้อมภาษาอังกฤษ (Immersion)
คุณไม่จำเป็นต้องบินไปเมืองนอกเพื่อเก่งภาษา ลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวให้เป็นภาษาอังกฤษดูสิครับ เช่น เปลี่ยนเมนูมือถือ ดูหนัง Soundtrack หรือลองอ่านบทความง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณสนใจ ฉันควรเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เหล่านี้จะช่วยให้สมองคุ้นชินภาษาโดยไม่รู้ตัว
เจาะลึก 4 ขั้นตอน: เรียนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น ให้พูดได้ไว
การเรียนภาษาให้ได้ผลจริง ต้องเรียงลำดับความสำคัญให้ถูกธรรมชาติ คือ ฟัง > พูด > อ่าน > เขียน (เหมือนตอนเราเป็นเด็กที่เริ่มจากฟังพ่อแม่พูด) นี่คือขั้นตอนที่เราแนะนำครับ
Step 1: การฟัง (Listening) – ฟังให้หูชิน
อย่าเพิ่งรีบท่องศัพท์ยากๆ ให้เริ่มจากการ “ฟัง” สิ่งที่ง่ายและสนุกก่อน การฟัง Podcast หรือดูการ์ตูนเด็กภาษาอังกฤษเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก เพราะศัพท์จะง่ายและการออกเสียงชัดเจน
- เทคนิค: ฟังซ้ำๆ เรื่องเดิมจนจำเสียงได้ ไม่ต้องแปลทุกคำ ให้เดาความหมายจากบริบท
- แหล่งฝึก: YouTube Channels สอนภาษา, Netflix, หรือแอปพลิเคชันฝึกฟัง
Step 2: คำศัพท์พื้นฐาน (Vocabulary) – รู้คำที่ใช้บ่อยก็รอดแล้ว
รู้ไหมครับว่า ในชีวิตประจำวันฝรั่งใช้คำศัพท์เพียงแค่ 3,000 คำ (Oxford 3000™) ก็ครอบคลุมบทสนทนากว่า 80% แล้ว แทนที่จะท่องศัพท์ยากๆ ให้เน้นจำ “คำกริยา” และ “คำนาม” ที่ใช้รอบตัวก่อน
ลองเข้าไปศึกษาเทคนิคเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฝึกคำศัพท์ได้ที่ ฝึกภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับมือใหม่ ซึ่งจะช่วยปูพื้นฐานคำศัพท์ที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ครับ
Step 3: การพูด (Speaking) – เทคนิค Shadowing
นี่คือหัวใจสำคัญของการ เรียนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น หลายคนตกม้าตายตรงนี้เพราะอาย แต่เทคนิคที่ได้ผลที่สุดคือ Shadowing หรือการ “พูดตามทันที” ครับ
- เลือกคลิปเสียงสั้นๆ (ที่มี Subtitle)
- ฟัง 1 รอบ
- เปิดฟังอีกรอบ แล้วพูดตามเสียงนั้นทันที (copy สำเนียง จังหวะ อารมณ์)
- ทำวันละ 10-15 นาที รับรองว่าสำเนียงและการออกเสียงจะดีขึ้นแบบก้าวกระโดด
หากคุณต้องการตัวช่วยในการฝึกพูดแบบมีคู่ซ้อม การเลือกเรียนกับ คอร์สเรียนพูดภาษาอังกฤษตัวต่อตัว ก็เป็นทางลัดที่ดีเยี่ยม เพราะจะมีครูช่วยแก้จุดผิดให้ทันทีครับ
Step 4: ไวยากรณ์ (Grammar) – เรียนรู้ผ่านประโยค
อย่าท่องกฎ Tense 12 Tense จนปวดหัว แต่ให้จำ “รูปแบบประโยค” (Sentence Patterns) ไปใช้เลย เช่น “I want to…” (ฉันอยาก…), “Have you ever…” (คุณเคย…ไหม) การจำทั้งก้อนจะช่วยให้พูดได้ลื่นไหลกว่าการมานั่งประกอบประโยคทีละคำในหัวครับ

ตารางเปรียบเทียบ: วิธีเรียนภาษาอังกฤษแบบไหนเหมาะกับคุณ?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราลองมาเปรียบเทียบวิธีการเรียนยอดฮิตกันครับ ว่าแบบไหนจะตอบโจทย์คนอยาก เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ มากที่สุด
| วิธีการเรียน | ข้อดี | ข้อจำกัด | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| เรียนด้วยตัวเอง (Self-Study) | ประหยัดค่าใช้จ่าย, ยืดหยุ่นเวลาได้เอง | ขาดวินัยง่าย, ไม่มีคนช่วยแก้คำผิด, พัฒนาช้าถ้าหลงทาง | คนที่มีวินัยสูง, งบน้อย |
| เรียนสถาบันสอนภาษา (Offline) | ได้เจอเพื่อนใหม่, มีบรรยากาศการเรียน | ราคาสูง, เสียเวลาเดินทาง, อาจไม่กล้าพูดในกลุ่มใหญ่ | คนชอบเข้าสังคม, มีเวลาเดินทาง |
| เรียนออนไลน์ตัวต่อตัว (Online 1-on-1) | ได้พูดเต็มที่ 100%, ครูแก้ให้ทันที, สะดวกเรียนที่ไหนก็ได้, ราคาคุ้มค่า | ต้องใช้อินเทอร์เน็ตที่เสถียร | คนที่ต้องการ พูดได้จริง ในเวลาสั้นๆ, คนวัยทำงาน, นักเรียน |
จากตารางจะเห็นได้ว่า หากเป้าหมายของคุณคือการ “พูดได้” และมีเวลาจำกัด การเรียนแบบออนไลน์ตัวต่อตัวตอบโจทย์มากที่สุด โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่ได้มาตรฐานอย่าง 51Talk Thailand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ชั้นนำที่เน้นการเรียนกับครูต่างชาติแบบตัวต่อตัว (1-on-1) ในราคาที่จับต้องได้ ทำให้คุณได้ฝึกพูดจริงๆ จังๆ โดยไม่ต้องแย่งซีนกับเพื่อนร่วมห้องครับ
Expert Advice: เลือกครูสอนภาษาอย่างไรให้ปัง?
หากคุณตัดสินใจว่าจะหาคนช่วยสอน การเลือก “ครู” (Teacher/Tutor) สำคัญมากครับ ไม่ใช่แค่ฝรั่งทุกคนจะสอนภาษาอังกฤษได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า:
“ครูสอนภาษาอังกฤษที่ดี ควรมีใบรับรองมาตรฐานสากล เช่น TESOL (Teaching English to Speakers of Other Languages) หรือ TEFL เพื่อการันตีว่าเขามีจิตวิทยาและเทคนิคในการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา (Non-native speakers) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ชวนคุยไปวันๆ”
ที่ 51Talk Thailand ครูผู้สอนทุกคนผ่านการอบรมและได้รับใบรับรอง TESOL ทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้เรียนจะได้รับเทคนิคการเรียนที่ถูกต้อง ปูพื้นฐานแน่นตั้งแต่ต้น และเข้าใจธรรมชาติของผู้เรียนคนไทยเป็นอย่างดีครับ
กรณีศึกษา (Case Study): จากคนกลัวฝรั่ง สู่การทำงานต่างประเทศ
คุณ “เอ็ม” (นามสมมติ) พนักงานออฟฟิศวัย 28 ปี เล่าประสบการณ์ว่า เดิมทีเป็นคนที่ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษเลย เวลาเจอชาวต่างชาติถามทางจะเดินหนีตลอด จนกระทั่งพลาดโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งเพราะคะแนนภาษาไม่ถึง
คุณเอ็มตัดสินใจเริ่มต้นใหม่โดยใช้หลักการ “เรียนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น” อย่างจริงจัง:
- เริ่มจากเปลี่ยนภาษาในมือถือและดู YouTube ภาษาอังกฤษวันละ 30 นาที
- ลงเรียนคอร์สออนไลน์กับ 51Talk วันละ 25 นาที ก่อนนอน เพื่อบังคับตัวเองให้ได้ “พูด” ทุกวัน
- จดคำศัพท์ใหม่ๆ ลงในสมุดเล่มเล็ก พกติดตัวไว้ท่องตอนว่าง
ผลลัพธ์: ภายใน 6 เดือน คุณเอ็มสามารถสื่อสารโต้ตอบในที่ประชุมได้ และล่าสุดได้รับเลือกให้ไปดูงานที่สิงคโปร์ นี่คือตัวอย่างที่ยืนยันว่า “ความสม่ำเสมอ” สำคัญกว่า “พรสวรรค์” ครับ
สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีพื้นฐานเลยจริงๆ สามารถอ่านบทความ เรียนภาษาอังกฤษแบบไม่มีพื้นฐาน เพิ่มเติมเพื่อสร้างกำลังใจได้ครับ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษ
Q1: อายุเยอะแล้ว ยังเรียนภาษาอังกฤษทันไหม?
A: ทันแน่นอนครับ! สมองคนเราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) การเรียนภาษาในวัยผู้ใหญ่มีข้อได้เปรียบคือ เรามีความเข้าใจตรรกะและการเชื่อมโยงข้อมูลได้ดีกว่าเด็ก เพียงแต่ต้องเลือกวิธีการเรียนที่เหมาะสม เช่น เน้นการใช้งานจริงมากกว่าการท่องจำ
Q2: ต้องเรียนนานแค่ไหนถึงจะพูดได้คล่อง?
A: ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกฝนครับ หากฝึกวันละ 30-60 นาทีอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยจะเริ่มสื่อสารพื้นฐานได้ใน 3 เดือน และเริ่มคล่องแคล่วใน 6-12 เดือนครับ
Q3: เรียนกับครูไทยหรือครูต่างชาติดีกว่ากัน?
A: สำหรับผู้เริ่มต้นมากๆ ครูไทยอาจช่วยอธิบายไวยากรณ์ได้เข้าใจง่ายกว่า แต่ถ้าอยาก “พูดได้จริง” และชินกับสำเนียง การเรียนกับครูต่างชาติ (เช่นที่ 51Talk Thailand) จะช่วยบังคับให้เราต้องคิดและพูดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะทำให้พัฒนาไวกว่ามากครับ
Q4: ถ้าไม่มีเงินไปเรียนเมืองนอก จะเก่งได้ไหม?
A: ได้แน่นอนครับ ปัจจุบันสื่อการสอนออนไลน์มีมหาศาล หลายคนเก่งภาษาอังกฤษระดับ Native ได้จากการดูหนัง ฟังเพลง และฝึกคุยออนไลน์ สิ่งสำคัญคือ “วินัย” ไม่ใช่ “สถานที่” ครับ

บทสรุป
การ เรียนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น ไม่ใช่ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ ขอเพียงแค่คุณมีเป้าหมายที่ชัดเจน ปรับ Mindset ให้ถูกต้อง และเลือกใช้วิธีการฝึกฝนที่เหมาะสมกับตัวเอง ความสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญ ลองเริ่มตั้งแต่วันนี้ วันละนิดละหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะตกใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
หากคุณกำลังมองหาเพื่อนร่วมทางในการฝึกภาษา ที่พร้อมเข้าใจและผลักดันให้คุณพูดได้จริง อย่าลืมนึกถึง 51Talk Thailand แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ให้คุณได้เรียนรู้กับมืออาชีพในราคาที่คุ้มค่า การลงทุนกับความรู้ คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเสมอครับ
พร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่มั่นใจกว่าเดิม? เริ่มต้นก้าวแรกของคุณวันนี้เลย!
อ้างอิงข้อมูล (References)
- EF Education First. (2025). EF English Proficiency Index. Retrieved from https://www.ef.com/wwen/epi/
- Bangkok Post. (2020). English Language Proficiency: the “must have” passport for career success. Retrieved from https://www.bangkokpost.com/
- Berlitz Thailand. (2023). How Learning a Language Impacts Getting a Job in Thailand. Retrieved from https://berlitzthailandonline.com/









