
ในยุคที่ทักษะทางภาษาคือกุญแจสำคัญสู่ความก้าวหน้า หลายคนมักเกิดคำถามว่า ภาษาอังกฤษ B1 แย่ไหม หรือระดับความรู้ภาษานี้เพียงพอหรือไม่สำหรับการทำงานในบริษัทชั้นนำหรือการเรียนต่อต่างประเทศ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งสอบวัดระดับแล้วพบว่าตัวเองอยู่ในเกณฑ์ CEFR B1 หรือกำลังสงสัยว่าคะแนน TOEIC ที่สอบได้นั้นเทียบเท่ากับระดับไหน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกคำตอบที่ชัดเจนที่สุด พร้อมวิเคราะห์ว่าทักษะระดับนี้สามารถพาคุณไปได้ไกลแค่ไหนในโลกการทำงานจริง
การเข้าใจระดับภาษาของตนเองอย่างถ่องแท้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความกังวล แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการวางแผนพัฒนาตนเอง ไม่ว่าคุณจะต้องการอัปเกรดเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง หรือเตรียมตัวสอบ IELTS ให้ได้คะแนนตามเป้าหมาย การรู้ว่าจุดยืนของคุณคืออะไรคือก้าวแรกสู่ความสำเร็จ

รู้จักกับระดับ CEFR B1: ภาษาอังกฤษ B1 แย่ไหม ในสายตามาตรฐานโลก
ก่อนจะตอบคำถามว่า ภาษาอังกฤษ B1 แย่ไหม เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า B1 คืออะไรในมาตรฐานสากล CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลกเพื่อระบุความสามารถทางภาษา โดยแบ่งออกเป็น 6 ระดับหลัก คือ A1, A2, B1, B2, C1 และ C2
CEFR B1 คือระดับ “Independent User” (ผู้ใช้ภาษาอิสระ)
ระดับ B1 ไม่ใช่ระดับเริ่มต้น (Beginner) แต่เป็นระดับกลาง (Intermediate) ซึ่งหมายถึงคุณมีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวช่วยตลอดเวลา หากเปรียบเทียบกับคนทำงาน คุณคือคนที่สามารถ:
- เข้าใจประเด็นหลักของเรื่องราวที่คุ้นเคยในที่ทำงาน โรงเรียน หรือเวลาพักผ่อน
- จัดการกับสถานการณ์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษได้
- เขียนข้อความง่ายๆ เชื่อมโยงประโยคในหัวข้อที่คุ้นเคยหรือสนใจได้
- เล่าประสบการณ์ เหตุการณ์ ความฝัน ความหวัง และให้เหตุผลสั้นๆ ประกอบความคิดเห็นได้
ดังนั้น หากถามว่า ภาษาอังกฤษ B1 แย่ไหม คำตอบที่ชัดเจนคือ “ไม่แย่เลย” ระดับนี้คือจุดเริ่มต้นมาตรฐานของการสื่อสารในชีวิตประจำวันและการทำงานระดับปฏิบัติการ (Operational Level) แต่หากเป้าหมายของคุณคือการเจรจาธุรกิจระดับสูง หรือการเขียนรายงานวิชาการซับซ้อน ระดับ B1 อาจยังไม่เพียงพอและจำเป็นต้องพัฒนาต่อไประดับ B2 หรือ C1
เทียบคะแนน: ภาษาอังกฤษ B1 เท่ากับ TOEIC และ IELTS เท่าไหร่?
สำหรับคนไทย การรู้แค่ระดับ CEFR อาจยังไม่เห็นภาพชัดเจนเท่ากับคะแนนสอบยอดฮิตอย่าง TOEIC หรือ IELTS ตารางด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณเปรียบเทียบได้ทันทีว่า หากคุณอยู่ในระดับ B1 คะแนนสอบของคุณควรจะอยู่ที่ช่วงใด
| ระดับ CEFR | คำอธิบายระดับ | ช่วงคะแนน TOEIC (Listening & Reading) | ช่วงคะแนน IELTS (Band) |
|---|---|---|---|
| A2 | Elementary (พื้นฐาน) | 225 – 545 | 3.0 – 3.5 |
| B1 | Intermediate (ระดับกลาง) | 550 – 780 | 4.0 – 5.0 |
| B2 | Upper Intermediate (ระดับกลางสูง) | 785 – 940 | 5.5 – 6.5 |
| C1 | Advanced (ระดับสูง) | 945 – 990 | 7.0 – 8.0 |
หมายเหตุ: การเทียบเคียงคะแนนอาจแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับสถาบันและปีที่อ้างอิงข้อมูล แต่ช่วงคะแนนข้างต้นคือค่าเฉลี่ยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและองค์กรในประเทศไทย
วิเคราะห์เจาะลึก: คะแนน B1 ในตลาดงานไทย
- TOEIC 550+ : นี่คือ “ใบเบิกทาง” ขั้นต่ำสำหรับหลายบริษัทชั้นนำในไทย โดยเฉพาะตำแหน่งงานบริการ สายการบิน (Ground Staff) และงานธุรการในบริษัทข้ามชาติ การได้คะแนนในช่วง B1 (550-700) ถือว่าคุณ “ผ่านเกณฑ์” เบื้องต้น แต่ยังไม่ใช่ระดับที่โดดเด่น
- IELTS 4.0-5.0 : สำหรับการเรียนต่อ คะแนนระดับนี้อาจเพียงพอสำหรับหลักสูตรระยะสั้นหรือระดับอนุปริญญาในบางประเทศ แต่สำหรับการศึกษาต่อระดับปริญญาโทใน UK หรือ Australia มักต้องการระดับ B2 (IELTS 6.0-6.5) ขึ้นไป ดังนั้น หากคุณได้ B1 อาจต้องเรียนคอร์สปรับพื้นฐานเพิ่มเติม
หากคุณต้องการอัปคะแนนจาก B1 ไปสู่ระดับที่สูงขึ้นเพื่อโอกาสที่ดีกว่า สามารถดูแนวทางการเตรียมตัวได้ที่ คอร์สเรียน TOEIC ที่เจาะลึกเทคนิคการทำข้อสอบสำหรับคนทำงาน
จริงหรือไม่? ภาษาอังกฤษ B1 ทำงานยาก
หลายคนกังวลว่าระดับ B1 จะเป็นอุปสรรคในการทำงาน ความจริงก็คือ ภาษาอังกฤษ B1 แย่ไหม ขึ้นอยู่กับ “ลักษณะงาน” ที่คุณทำ
งานที่ระดับ B1 เอาอยู่สบายๆ:
- งานบริการทั่วไป (General Service): พนักงานต้อนรับ, พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารนานาชาติ, พนักงานโรงแรม แผนกที่ไม่ต้องแก้ไขปัญหาซับซ้อน
- งานไอทีและเทคนิค (IT & Technical Support): ซึ่งมักใช้คำศัพท์เฉพาะทางและรูปแบบประโยคเดิมๆ ในการสื่อสาร
- งานธุรการ (Admin): ตอบอีเมลพื้นฐาน นัดหมายประชุม ประสานงานภายใน
งานที่ระดับ B1 อาจเริ่มตึงมือ:
- งานขายและการตลาดระหว่างประเทศ: ที่ต้องใช้ศิลปะการโน้มน้าวและเจรจาต่อรอง
- ผู้บริหารระดับต้น-กลาง: ที่ต้องประชุม Conference Call กับชาวต่างชาติ ซึ่งมักมีการใช้สำนวน (Idioms) หรือการพูดที่รวดเร็ว
- งานเขียน Content หรือแปลเอกสาร: ที่ต้องการความแม่นยำทางไวยากรณ์และความสละสลวยของภาษา
ปัญหาที่คนระดับ B1 มักเจอคือ “ฟังออกแต่พูดไม่ทัน” หรือ “รู้ศัพท์แต่เรียบเรียงประโยคยาวๆ ไม่ได้” ซึ่งเป็นจุดติดขัด (Bottleneck) สำคัญที่ทำให้ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ระดับ B2 ได้ การฝึกฝนด้วยการ “ใช้งานจริง” จึงสำคัญกว่าการท่องจำไวยากรณ์เพียงอย่างเดียว หากคุณกำลังมองหาวิธีฝึกฝนที่ตรงจุด ลองดู วิธีฝึกพูดภาษาอังกฤษ ที่ช่วยให้คุณกล้าพูดมากขึ้น

กรณีศึกษาและผลลัพธ์จริง: จาก B1 สู่ความมั่นใจระดับสากล
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูกรณีศึกษาของผู้เรียนจริงที่เริ่มต้นจากระดับ B1 และสามารถพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จได้
Case Study 1: คุณ “นุ่น” พนักงานบัญชี
จุดเริ่มต้น: สอบ TOEIC ได้ 550 คะแนน (ระดับ B1) พอสื่อสารอีเมลได้ แต่ไม่กล้ารับโทรศัพท์ต่างชาติ เพราะกลัวฟังไม่ทัน
ปัญหา: ติดอยู่ในกรอบของการแปลไทยเป็นอังกฤษในหัว ทำให้พูดตะกุกตะกัก
วิธีแก้ปัญหา: คุณนุ่นตัดสินใจเลิกเรียนแบบท่องจำ และหันมาฝึกสนทนาแบบ 1-1 กับครูเจ้าของภาษาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเน้นหัวข้อ Business English
ผลลัพธ์: ภายใน 6 เดือน คุณนุ่นสามารถสอบ TOEIC ได้ 750 คะแนน (ระดับ B2) และได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนแผนกในการประชุมกับสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการได้ “ใช้” ภาษาทุกวัน ไม่ใช่แค่ “เรียน” เพื่อไปสอบ
Case Study 2: “น้องท็อป” นักศึกษาจบใหม่
จุดเริ่มต้น: พื้นฐาน IELTS 4.5 (ระดับ B1) ต้องการเรียนต่อปริญญาโท แต่คะแนนยังไม่ถึงเกณฑ์
วิธีแก้ปัญหา: น้องท็อปเลือกที่จะโฟกัสจุดอ่อนคือ Part Speaking และ Writing โดยใช้บริการ รียนภาษาอังกฤษตัวต่อตัว เพื่อให้ครูช่วยแก้จุดผิดแบบทันที (Immediate Feedback)
ผลลัพธ์: สามารถขยับคะแนน IELTS เป็น 6.0 ได้ภายใน 4 เดือน และยื่นสมัครมหาวิทยาลัยในอังกฤษได้สำเร็จ
3 เคล็ดลับอัปเกรดตัวเองจาก B1 สู่ B2/C1
หากคุณรู้แล้วว่า ภาษาอังกฤษ B1 แย่ไหม คำตอบคือไม่แย่ แต่คุณ “ดีกว่านี้ได้” นี่คือ 3 วิธีที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ:
1. เปลี่ยน Input ให้เป็นภาษาอังกฤษ 100%
คนระดับ B1 มักจะยังเสพสื่อที่มีซับไตเติ้ลไทย หรืออ่านบทความแปล ให้ลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว:
- เปลี่ยนเมนูมือถือเป็นภาษาอังกฤษ
- ดู Netflix พากย์อังกฤษ ซับอังกฤษ (English CC)
- อ่านข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศวันละ 1 บทความ
2. ฝึก Output ด้วยการ “พูด” กับมนุษย์จริงๆ
AI หรือแอปพลิเคชันฝึกภาษาแบบเกมอาจช่วยเรื่องคำศัพท์ แต่ไม่สามารถสอนเรื่องจังหวะการสนทนา (Conversation Flow) และความมั่นใจได้ การได้โต้ตอบกับครูชาวต่างชาติที่มีใบรับรองมาตรฐาน เช่น TESOL จะช่วยให้คุณแก้ไขการออกเสียงและไวยากรณ์ได้อย่างตรงจุด และหากคุณไม่มีพื้นฐานด้านการสอบมาก่อน สามารถเริ่มต้นได้ที่ เรียน IELTS ไม่มีพื้นฐาน เพื่อปูความเข้าใจที่ถูกต้อง
3. ใช้แพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้และตอบโจทย์คนไทย
การเลือกเรียนกับสถาบันที่มีมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ 51Talk Thailand เป็นแพลตฟอร์มการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์แบบตัวต่อตัวที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในไทย จุดเด่นคือ:
- ครูผู้สอนคุณภาพ: คัดเลือกอย่างเข้มงวด โดยครูต้องผ่านการอบรมและถือใบรับรอง TESOL ซึ่งรับประกันความเชี่ยวชาญในการสอนภาษาอังกฤษให้ชาวต่างชาติ
- บทเรียนแบบ Interactive: ไม่ใช่แค่การนั่งฟังเลคเชอร์ แต่เป็นการโต้ตอบตลอดเวลา ช่วยกระตุ้นทักษะการฟังและพูด (Active Learning)
- ความยืดหยุ่น: สามารถเลือกเวลาเรียนได้ตามสะดวก เหมาะกับวัยทำงานและนักเรียนที่มีตารางชีวิตไม่แน่นอน
สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและพัฒนาทักษะได้อย่างรวดเร็ว ตรงตามหลักการ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) ที่เน้นคุณภาพและความน่าเชื่อถือ
บทสรุป: ภาษาอังกฤษ B1 คือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ
สรุปแล้ว ภาษาอังกฤษ B1 แย่ไหม? คำตอบคือ คุณอยู่ในจุดที่ “ใช้งานได้จริง” และมีพื้นฐานที่ดีพอที่จะต่อยอดไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า การมีคะแนน TOEIC 550+ หรือ IELTS 4.5+ ถือเป็นใบผ่านทางเข้าสู่โลกการทำงาน แต่หากคุณต้องการเป็นผู้นำ หรือต้องการโอกาสที่เปิดกว้างระดับ Global การพัฒนาตัวเองสู่ระดับ B2 และ C1 คือสิ่งที่คุ้มค่าแก่การลงทุนที่สุด
อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือความไม่มั่นใจมาฉุดรั้งศักยภาพของคุณ เริ่มต้นฝึกฝนตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกทำข้อสอบ ข้อสอบ TOEIC 2025 หรือการเปิดใจพูดคุยกับครูเจ้าของภาษา ทุกก้าวเล็กๆ คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จในอนาคตของคุณครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาษาอังกฤษระดับ B1 สื่อสารกับฝรั่งรู้เรื่องไหม?
รู้เรื่องครับ ในระดับ B1 คุณสามารถสื่อสารเรื่องราวในชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยว และเรื่องงานทั่วไปได้เข้าใจ แต่อาจมีติดขัดบ้างเมื่อเจอศัพท์สแลง หรือการพูดที่รวดเร็วและซับซ้อน
TOEIC 600 คะแนน ถือว่าเป็น B1 หรือ B2?
โดยทั่วไป TOEIC 550-780 จะจัดอยู่ในช่วง B1 (Independent User) แต่หากได้คะแนนในช่วงปลายๆ เช่น 700+ บางหน่วยงานอาจอนุโลมเทียบเคียงเป็น B2 ระดับต้นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคล่องแคล่วในการสื่อสารจริงด้วย
ถ้าพื้นฐานแค่ B1 จะสอบ IELTS ให้ได้ 6.5 ยากไหม?
มีความท้าทายแต่เป็นไปได้ครับ จาก B1 (IELTS 4.0-5.0) ไปสู่ 6.5 (B2/C1) ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างเข้มข้นประมาณ 3-6 เดือน โดยเน้นเทคนิคการทำข้อสอบและการใช้คำศัพท์วิชาการ (Academic Vocabulary) แนะนำให้หาผู้เชี่ยวชาญช่วยติวจะไปได้เร็วกว่าอ่านเอง
51Talk Thailand ช่วยคนระดับ B1 ได้อย่างไร?
51Talk Thailand ช่วยเปลี่ยนความรู้ Passive (ที่อ่าน/ฟังเข้าใจ) ให้เป็น Active (ที่พูด/เขียนได้) ผ่านการเรียนตัวต่อตัวกับครูต่างชาติ ทำให้คุณกล้าใช้ภาษา ตัดความประหม่า และได้รับคำแนะนำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดทันที ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการข้ามจาก B1 ไป B2
อ้างอิงข้อมูล: มาตรฐาน CEFR และการเทียบเคียงคะแนนจาก ETS และ Cambridge Assessment English









