
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาเราเรียนภาษาอังกฤษ ท่อง A B C มาตั้งแต่เด็ก แต่พอเจอคำศัพท์จริงๆ กลับอ่านไม่ออก หรืออ่านแล้วฝรั่งทำหน้างง? ปัญหาโลกแตกที่คนไทยกว่า 90% ต้องเจอไม่ได้อยู่ที่เราไม่เก่งศัพท์ แต่รากฐานสำคัญอยู่ที่ “สระภาษาอังกฤษ” นั่นเองครับ หลายคนเข้าใจว่าสระมีแค่ 5 ตัว คือ A, E, I, O, U แต่ความจริงแล้ว ในโลกของการออกเสียง (Pronunciation) มันซับซ้อนและน่าสนใจกว่านั้นมาก ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่กับวงการการศึกษาภาษาอังกฤษมากว่า 10 ปี และได้ทดลองหลักสูตรมาแล้วทั่วโลก วันนี้ผมจะมา “กางตำรา” แบบหมดเปลือก สรุปให้เห็นภาพชัดๆ ว่าสระภาษาอังกฤษจริงๆ แล้วมีกี่เสียง เทียบกับสระภาษาไทยแบบไหนให้ออกเสียงเป๊ะ และเทคนิคที่จะทำให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้สำเนียงดีขึ้นแบบก้าวกระโดด บทความนี้จะเปลี่ยนมุมมองการอ่านภาษาอังกฤษของคุณไปตลอดกาลครับ

ความจริงที่โรงเรียนอาจไม่ได้สอน: สระภาษาอังกฤษมีกี่ตัวกันแน่?
คำถามยอดฮิตที่ผมมักจะถูกถามเสมอคือ “สระภาษาอังกฤษมีกี่ตัว?” ถ้าตอบตามตัวอักษรที่เราเขียนกัน คำตอบคือ 5 ตัว ได้แก่ A, E, I, O, U (และบางครั้งตัว Y ก็ทำหน้าที่เป็นสระได้ด้วย) แต่ถ้าเราคุยกันเรื่อง “เสียง” (Sounds) หรือการออกเสียงเพื่อให้สื่อสารรู้เรื่อง จำนวนเสียงสระในภาษาอังกฤษมีมากถึง 20 เสียง เลยทีเดียว!
นี่คือเหตุผลว่าทำไมภาษาอังกฤษถึงยากสำหรับคนไทย เพราะเราพยายามใช้สระภาษาไทยที่มีรูปและเสียงตายตัว ไปจับกับสระภาษาอังกฤษที่ดิ้นได้ ตัวอย่างง่ายๆ เช่นตัว “A” ในคำว่า Cat (แมว) กับ Car (รถยนต์) และ Call (เรียก) ออกเสียงไม่เหมือนกันสักคำ ทั้งที่เขียนด้วยตัว A เหมือนกัน
หากคุณอยากปูพื้นฐานเรื่องตัวอักษรให้แน่นก่อนเข้าสู่เรื่องเสียงสระ สามารถกลับไปทบทวนเรื่อง ตัวอักษรภาษาอังกฤษ A-Z และคำศัพท์พื้นฐาน เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
เจาะลึก 5 สระหลัก: เทียบเสียงไทยให้เห็นภาพชัดๆ
เพื่อให้การเรียนรู้ สระภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องง่ายที่สุด ผมได้ทำตารางสรุปเทียบเสียงกับสระภาษาไทย โดยอิงจากหลักสัทศาสตร์ (Phonetics) แต่ปรับให้เข้าใจง่ายสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ ดังนี้ครับ
1. สระตัว A: ไม่ได้มีแค่สระ “แอ”
ตัว A เป็นตัวปราบเซียน เพราะเปลี่ยนเสียงได้หลากหลายมากที่สุด ลองมาดูกันครับว่า A แปลงร่างเป็นเสียงอะไรได้บ้าง
| รูปแบบ (Pattern) | เทียบเสียงไทย (โดยประมาณ) | ตัวอย่างคำศัพท์ | คำอ่านไทย |
|---|---|---|---|
| Short A (a) | สระ แ-ะ / แ- | Cat, Man, Dad | แคท, แมน, แดด |
| Long A (a_e, ai, ay) | สระ เ- / เ-ย | Cake, Rain, Day | เค้ก, เรน, เดย์ |
| Broad A (ar) | สระ อา (เสียงลึกในคอ) | Car, Far, Park | คาร์, ฟาร์, พาร์ค |
| A + ll/w/u | สระ ออ | Call, Law, August | คอล, ลอ, ออกัสต์ |
2. สระตัว E: สระพื้นฐานที่เจอบ่อยที่สุด
ตัว E มักจะสร้างความสับสนระหว่าง สระเ-ะ กับ สระอี ลองสังเกตความแตกต่างดังนี้
| รูปแบบ (Pattern) | เทียบเสียงไทย | ตัวอย่างคำศัพท์ |
|---|---|---|
| Short E (e) | สระ เ-ะ (สั้น) | Pen, Bed, Hen |
| Long E (ee, ea, e) | สระ อี (ยาว) | Bee, Sea, Me |
3. สระตัว I: ระหว่าง “อิ” กับ “ไอ”
สำหรับผู้เริ่มต้น การแยกแยะเสียงสั้นและยาวของตัว I สำคัญมาก เพราะถ้าออกเสียงผิด ความหมายเปลี่ยนทันที (เช่น bit กับ bite)
- Short I (เสียง อิ): ในคำว่า Sit (นั่ง), Pig (หมู), Hit (ตี)
- Long I (เสียง ไอ): มักเจอในรูปแบบ i_e หรือ igh เช่น Like (ชอบ), Night (กลางคืน), Fine (สบายดี)
หากใครรู้สึกว่าพื้นฐานเหล่านี้ยังไม่แม่น และต้องการปูพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ต้น ลองดูแนวทางการ ติวภาษาอังกฤษพื้นฐานใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครับ
4. สระตัว O: ไม่ใช่แค่ “โอ” เสมอไป
คนไทยมักติดออกเสียงตัว O เป็น “โอ” ทุกคำ แต่จริงๆ แล้ว ตัว O ในภาษาอังกฤษ (โดยเฉพาะแบบอเมริกัน) มักจะออกเสียงเป็น “สระอา” หรือ “สระออ” มากกว่า
- Short O: Hot (ฮอท – ร้อน), Dog (ด็อก – สุนัข), Box (บ็อกซ์ – กล่อง) *สังเกตว่าเสียงจะคล้ายสระเอาะ/ออ สั้นๆ
- Long O: Go (โก – ไป), Home (โฮม – บ้าน), Boat (โบ๊ท – เรือ)
5. สระตัว U: เสียงที่คนไทยออกผิดบ่อยที่สุด
ตัว U มีความพิเศษคือสามารถเป็นได้ทั้งเสียง “อะ”, “อุ” และ “ยู”
| รูปแบบ | เทียบเสียงไทย | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Short U | สระ อะ / ไม้หันอากาศ | Cup (คัพ), Sun (ซัน), Bus (บัส) |
| Long U (u_e, ue) | สระ อู / ยู | Blue (บลู), Cute (คิวท์), Use (ยูส) |
| U (เสียงอุ) | สระ อุ | Put (พุท), Full (ฟูล) |
สระผสม (Diphthongs): กุญแจลับสู่สำเนียงเจ้าของภาษา
นอกเหนือจากสระเดี่ยวทั้ง 5 ตัวแล้ว สิ่งที่ทำให้ สระภาษาอังกฤษ มีเสน่ห์และยากขึ้นอีกนิดคือ “สระผสม” หรือ Diphthongs ครับ มันคือการออกเสียงสระสองตัวเชื่อมกันอย่างรวดเร็ว
- เสียง /ei/ (เอ-อิ): เช่น Play, Say, Rain (คล้ายสระ เอ)
- เสียง /ai/ (อา-อิ): เช่น Fly, Buy, Rice (คล้ายสระ ไอ)
- เสียง /ou/ (โอ-อุ): เช่น Go, No, Phone (คล้ายสระ โอ แต่มีการห่อปากตอนท้าย)
- เสียง /au/ (อา-อุ): เช่น Now, House, Cow (คล้ายสระ เอา)
- เสียง /ɔi/ (ออ-อิ): เช่น Boy, Toy, Coin (คล้ายสระ ออย)
การฝึกสระผสมเหล่านี้จะช่วยให้การพูดของคุณดูลื่นไหล (Flow) มากขึ้น ไม่ดูแข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์ การฝึกฝนเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ วิธีฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ที่ได้ผลดีเยี่ยมครับ
Schwa (เออ) เสียงที่ถูกลืมแต่สำคัญที่สุด
มีสระหนึ่งตัวที่ไม่ได้อยู่ใน A E I O U แต่ปรากฏอยู่ในคำศัพท์ภาษาอังกฤษกว่า 30% นั่นคือเสียง Schwa (ชวา) หรือสัญลักษณ์ /ə/ ในทางสัทศาสตร์ เสียงนี้คือเสียง “เออะ” เบาๆ ที่เกิดขึ้นในพยางค์ที่ไม่ถูกเน้น (Unstressed syllables)
ตัวอย่างเช่น:
- About (ไม่อ่านว่า “อะ-เบาท์” ชัดๆ แต่อ่านว่า “เออะ-เบาท์” เบาๆ)
- Teacher (ไม่อ่านว่า “ทีช-เชอร์” แต่ออกเสียงท้ายว่า “เชอะ” เบาๆ)
- Banana (พยางค์แรกและสุดท้ายคือเสียง Schwa)
เคล็ดลับจากประสบการณ์ 10 ปีของผมคือ: “ถ้าอยากพูดเหมือนฝรั่ง อย่าพยายามออกเสียงสระทุกตัวให้ชัดเป๊ะ แต่ให้เรียนรู้ที่จะลดเสียง (Reduce sound) ในตำแหน่งที่ถูกต้อง”
กรณีศึกษาและผลลัพธ์จริง (Real Case Studies)
เพื่อให้เห็นภาพว่าการเรียนรู้เรื่อง สระภาษาอังกฤษ อย่างถูกต้องส่งผลต่อทักษะภาษาอย่างไร ผมขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาจริงจากการสอนและการสังเกตการณ์ครับ
กรณีศึกษาที่ 1: การแก้ไขปัญหา “สำเนียงไทยจ๋า” (Monotone)
ปัญหา: คุณบี (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ทำงานบริษัทข้ามชาติ มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เพื่อนร่วมงานต่างชาติมักขอให้พูดซ้ำ ปัญหาหลักคือคุณบีออกเสียงสระทุกตัว “สั้นและห้วน” เหมือนสระไทย (เช่นคำว่า Sheet กับ Shit ออกเสียงเหมือนกัน)
วิธีการแก้ไข: ครูผู้สอน (ที่มีใบรับรอง TESOL) เน้นการฝึก Long Vowels (สระเสียงยาว) และ Diphthongs (สระผสม) โดยให้คุณบีฝึกลากเสียงให้ยาวขึ้น และเน้นการขยับรูปปาก (Mouth Position) ที่ถูกต้อง
ผลลัพธ์: หลังจากฝึกฝนอย่างเข้มข้น 3 เดือน ผ่านคลาสเรียนแบบตัวต่อตัว เพื่อนร่วมงานทักว่าภาษาอังกฤษฟังง่ายขึ้นมาก และความมั่นใจในการประชุมเพิ่มขึ้น 80% (อ้างอิงจากแบบประเมินความมั่นใจของผู้เรียน)

กรณีศึกษาที่ 2: เด็กไทยกับการอ่านออกเสียง (Phonics)
ข้อมูลที่น่าสนใจ: จากการวิจัยด้านภาษาศาสตร์ประยุกต์ พบว่าเด็กที่เรียนรู้ด้วยระบบ Phonics (การถอดรหัสเสียงสระและพยัญชนะ) สามารถอ่านคำศัพท์ใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนได้ถูกต้องถึง 75% เมื่อเทียบกับเด็กที่ใช้วิธีท่องจำทั้งคำ (Whole word) ซึ่งทำได้เพียง 20%
การนำไปใช้: ที่ 51Talk Thailand แพลตฟอร์มการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ชั้นนำ เราเห็นความสำคัญตรงนี้ จึงใช้หลักสูตรที่เน้น Phonics ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ทำให้เด็กๆ สามารถแยกแยะเสียงสระ Short A กับ Long A ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์จริงของผู้เรียนได้ที่ รีวิว 51Talk Thailand ประสบการณ์จริง
ทำไมต้องเรียนกับครูต่างชาติที่มีมาตรฐาน?
การฝึกออกเสียงสระให้ถูกต้อง การอ่านเองอาจทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ “หู” ของเรามักจะชินกับเสียงตัวเอง ทำให้เราไม่รู้ว่าเราออกเสียงเพี้ยนตรงไหน การมีโค้ชหรือครูเจ้าของภาษาคอยฟังและแก้ให้ (Feedback) ทันที คือทางลัดที่ดีที่สุด
ทำไมต้อง TESOL?
คำว่า “ฝรั่งใครๆ ก็สอนได้” เป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ครับ การสอนเรื่องสระและการออกเสียง (Pronunciation) ต้องอาศัยครูที่มีความรู้ด้านสัทศาสตร์ (Linguistics) และจิตวิทยาการสอน ใบรับรอง TESOL (Teaching English to Speakers of Other Languages) จึงเป็นเครื่องการันตีว่าครูคนนั้นรู้วิธีถ่ายทอด ไม่ใช่แค่พูดได้แต่สอนไม่เป็น
ที่ 51Talk Thailand ครูผู้สอนทุกคนผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดและต้องมีใบรับรอง TESOL 100% ทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้เรียนจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่สนุกและเข้าใจง่ายแบบ ทำไมเราถึงต้องเรียนภาษาอังกฤษ กับมืออาชีพ

เคล็ดลับการฝึกสระภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง
- ฝึกหน้ากระจก: สังเกตปากตัวเองเวลาออกเสียง สระภาษาอังกฤษหลายตัวต้อง “อ้าปากกว้าง” กว่าภาษาไทย เช่นตัว A ในคำว่า Cat
- ฟังและเลียนแบบ (Shadowing): ฟังเจ้าของภาษาแล้วพูดตามทันที เน้นเลียนแบบโทนเสียงและความยาวของสระ
- ใช้ Dictionary ที่มีเสียงอ่าน: อย่าเดาเสียงเอง ให้เช็กจาก Google Translate หรือ Cambridge Dictionary เพื่อฟังเสียงที่ถูกต้อง
- บันทึกเสียงตัวเอง: อัดเสียงแล้วลองฟังเทียบกับต้นฉบับ คุณจะตกใจว่าเสียงที่คุณได้ยินในหัว กับเสียงที่ออกมาจริง มันต่างกัน!
สรุป: สระภาษาอังกฤษคือกุญแจสู่ความมั่นใจ
สรุปแล้ว สระภาษาอังกฤษ แม้จะมีรูปเขียนเพียง 5 ตัว (A, E, I, O, U) แต่มีเสียงให้เราเรียนรู้กว่า 20 เสียง การเข้าใจความแตกต่างของเสียงสั้น-ยาว และสระผสม คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณฟังออกและพูดชัด การเปรียบเทียบกับเสียงไทยช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นในเบื้องต้น แต่ในระยะยาว การฝึกฟังและออกเสียงตามเจ้าของภาษาคือวิธีที่ดีที่สุด
ภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่เป็นเรื่องของการฝึกฝนที่ถูกวิธี หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยที่จะทำให้การเรียนเรื่องสระและการออกเสียงเป็นเรื่องสนุก และเห็นผลจริง ลองเปิดใจให้กับแพลตฟอร์มคุณภาพอย่าง 51Talk Thailand ที่พร้อมจะพาคุณก้าวข้ามกำแพงภาษาด้วยมาตรฐานระดับสากลครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: ตัว Y นับเป็นสระภาษาอังกฤษไหม?
ตอบ: ใช่ครับ ตัว Y ถือเป็น “สระพิเศษ” (Semi-vowel) สามารถทำหน้าที่เป็นพยัญชนะได้ (เช่น Yellow – เสียง ย) และทำหน้าที่เป็นสระได้ โดยมักออกเสียงเป็น “ไอ” (เช่น Cry, Sky) หรือเสียง “อี” (เช่น Happy, City)
Q2: ทำไมคนไทยถึงมีปัญหากับการออกเสียงสระภาษาอังกฤษมากที่สุด?
ตอบ: เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ (Tonal Language) และสระค่อนข้างตายตัว แต่ภาษาอังกฤษเน้นที่การลงน้ำหนักเสียง (Stress) และรูปปาก ซึ่งสระภาษาอังกฤษหลายตัวไม่มีในภาษาไทย เช่นเสียง Schwa หรือเสียงสระแอะที่กว้างกว่าปกติ ทำให้ลิ้นและปากของเราไม่คุ้นเคยครับ
Q3: ควรเริ่มฝึกจาก Phonics หรือ IPA ดี?
ตอบ: สำหรับเด็กหรือผู้เริ่มต้น แนะนำให้เริ่มจาก Phonics (การสะกดคำจากเสียง) จะเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้เร็วกว่า ส่วน IPA (สัญลักษณ์สัทศาสตร์) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้เชิงลึก หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการแก้ไขการออกเสียงให้เป๊ะระดับผู้ประกาศข่าวครับ
Q4: ถ้าไม่มีพื้นฐานเลย จะเรียนเรื่องสระรู้เรื่องไหม?
ตอบ: รู้เรื่องแน่นอนครับ การเรียนเรื่องสระคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับคนไม่มีพื้นฐาน เพราะเมื่อเราอ่านออกเสียงได้ถูกต้อง เราจะจำศัพท์ได้แม่นขึ้นโดยไม่ต้องท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลทางวิชาการ (References):
- Cambridge Dictionary – Pronunciation Guide
- British Council – Phonemic Chart
- ข้อมูลสถิติการเรียนรู้แบบ Phonics จาก National Reading Panel (US)









